บาเซโลน่า จำกัดส่วนเกินพร้อมปล่อยราคิติสพ้นทีมช่วงเปิดตลาดมกราคม

บาเซโลน่า

   อีวาน ราคิติสใกล้ที่จะต้องอำลาทีมบาเซโลน่าแล้ว หลังจากที่มิดฟิล์ชาวโครแอตไม่ค่อยได้รับโอกาสลงสนามในซีซั่นนี้ และในที่สุดเออร์เนสโต้ บัลเบเด้ก็ได้ตัดสินเป็นเด็ดขาดแล้วว่ากองกลางชุดรองแชมป์ฟุตบอลโลก2018(กับทีมชาติโครเอเชีย)จะไม่อยู่ในแผนการทำทีมอีกต่อไปอีกและพร้อมที่จะขึ้นบัญชีขายราคิติสในช่วงที่ตลาดซื้อขายนักเตะจะเปิดทำการอีกครั้งในเดือนมกราคมปีหน้า แม้ว่าอันที่จริงแล้วราคิติสจะมีสัญญาอยู่ในถิ่นคัมป์นูไปกระทั้งมิถุนายน2021ก็ตาม

   หลังจากที่บาซ่าได้ตัวเฟรงกี้ เดอ ยองมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ ราคิติสก็แทบจะหลุดจากทีมไปเลย โดยนับรวมทุกรายการในปีนี้ปรากฎว่ากองกลางวัย31กะรัตมักได้รับโอกาสลงสนามเป็นเพียงตัวสำรองเท่านั้น จนทำให้บอร์ดบริหารของบาเซโลน่าตั้งใจที่จะปล่อยตัวอีวาน ราคิติสเพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่าย(อาจจะได้เงินไปซื้อเนย์มาร์กลับมาจากปารีส แซงต์ แชร์กแมงด้วย) ซึ่งดาวเตะรายนี้น่าจะมีค่าตัวราว25ล้านยูโร โดยทีมอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และยูเวนตุสเป็นตัวเป็นแคนดิเดตที่จะคว้าตัวราคิติสไปใช้งานต่อ

วิดัลอาจย้ายหนี บาเซโลน่า โดยมีอินเตอร์มิลานที่พร้อมรับช่วงต่อ

    นอกจากนี้อาตูโร่ วิดัลก็เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่อาจโดนปล่อยตัวเช่นกัน เนื่องจากเออร์เนสโต้ บัลเบเด้รับรู้แล้วว่ากองกลางชาวชิลีได้ก้าวผ่านจุดสูงสุดของอาชีพการเป็นนักฟุตบอลไปแล้ว จนทำให้มีสภาเป็นเพียงอะไหล่ในทีมเช่นกัน “ ผมยังไม่ได้ตัดสินใจอะไรทั้งนั้น แต่แน่นอนว่าผมไม่ปลื้มที่ไม่ได้ลงสนามมากนัก อย่างไรก็ตามเราต่างรู้ว่าบาเซโลน่ามีเกมให้เล่นเยอะมาก ผมยังมองว่ามันมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ผมไม่ใช่นักเตะวัยรุ่นอีกแล้วดังนั้นผมจึงเลือกที่จะสงบนิ่งและตั้งใจซ้อมต่อไป ”

    และเมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่จะย้ายไปเล่นให้กับอินเตอร์มิดฟิลด์จอมโหดก็แสดงท่าที่สนใจทันที “ ผมเคยร่วมงานกับคอนเต้มาแล้วที่ตูริน(ยูเวนตุส) เค้ามีส่วนช่วยให้ผมพัฒนาฝีเท้าในช่วงนั้น ผมเป็นหนี้บุญคุณเค้า(คอนเต้)ฉะนั้นหากมีโอกาสมันก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเราต่างเชื่อมั่นในตัวกันและกันอยู่แล้ว มันคงทำให้ผมรู้สึกมีแรงผลักดันอย่างมากเลยทีเดียวเชียวละ ” โดยอาตูโร่ วิดัลย้ายมาร่วมถิ่นคัมป์นูในปี2018 ลงเล่นในสีเสื้อเลือดหมูไปแล้ว62นัดยิงได้6ประตู และทำทางให้เพื่อนอีก8แอสซิสต์

Read More

บาซ่า ว่าไงซัวเรสเกริ่นควรหาคนช่วยแบ่งเบาทำสกอร์ได้แล้ว

บาซ่า

    หลุยซ์ ซัวเรสอยู่รับบทบาทกองหน้าจอมผลิตสกอร์ให้กับบาเซโลน่ามาตลอด5ปีหลังสุด และในซีซั่นนี้กองหน้าจอมกัดจะซัดประตูไปแล้วถึง7ประตูจากการลงสนาม10นัดในทุกรายการ ทว่าเจ้าตัวก็ได้เริ่มออกปากแนะนำต้นสังกัดให้หาตัวตายตัวแทนเอาไว้ด้วย เนื่องจากซัวเรสก็มีอายุอานามมากขึ้นและสังขารก็โรยราลงไปจนเจ้าตัวเริ่มไม่มั่นใจว่าจะสามารถแบกรับหน้าที่นี้ในระยะยาวได้อีกต่อไป  

     เมื่อช่วงต้นฤดูกาลบาเซโลน่าเคยประสบปัญหาขาดแคลนแนวรุกอย่างหนักเมื่อทั้งลีโอแนล เมสซี่,หลุยส์ ซัวเรส และอุสมานด์ เดมเบเล่ต่างล้มเจ็บกันหมด จนทำให้เออร์เนสโต้ บัลเบเด้ต้องไปดึงตัวอันชู ฟาติแข้งดาวรุ่งวัย16ขึ้นมาช่วยงาน และถึงแม้เจ้าหนูฟาติจะทำผลงานได้น่าประทับใจ แต่หลุยซ์ ซัวเรสก็ยังยืนยันว่าสำหรับการแข่งขันบอลลีกในระยะยาวแล้วทัพอัลซูนกราน่าต้องการตัวจบสกอร์ที่ยิงประตูเฉลี่ยได้ปีละ20ลูกขึ้นไป และการจะไปคาดหวังผลงานระดับนี้กับอองตวน กรีซมันน์นั้นก็อาจจะเป็นการคาดหวังที่สูงเกินไป เพราะในเวลานี้หัวหอกชาวฝรั่งเศสเพิ่งทำประตูให้บาซ่าได้เพียง4ประตูเท่านั้นซึ่งถือว่าผลงานตกต่ำลงไปมากหากเทียบกับสมัยค้าแข้งกับแอตเลติโก้ มาดริด

บาซ่า หมดรักกรีซมันน์หวังส่งตัวให้เปเอสเชเพื่อแลกเนย์มาร์

     ทั้งที่อองตวน กรีซมันน์เคยเป็นกองหน้าที่เนื้อหอมที่สุดคนหนึ่งในลาลีก้า แต่ทว่าผลงานในสีเสื้อบาซ่ากลับไม่สง่างามเหมือนเคย อีกทั้งยังดูเล่นได้ไม่เข้าขากับเพื่อนๆอีกต่างหากจนทำให้มีเสียงร่ำลือจากฝั่งสเปนว่าบาเซโลน่าจะลองเสนอตัวอองตวน กรีซมันนพร้อมเงินบางส่วนเพื่อให้ปารีส แซงต์ แชร์กแมงพิจารณาในช่วงเดือนมกราคมนี้ โดยพวกเค้าหวังว่ากรีซมมันน์อาจจะมีชื่อชั้นเพียงพอที่จะทำให้ทีมแชมป์ลีกเอิงยอมปล่อยตัวเนย์มาร์ก็เป็นได้

     นอกจากนี้ทัพต่างดาวยังมีข่าวว่าพร้อมจะดึงตัวยอนเดล มาร์เลนหัวหอกฟอร์มจัดจ้านของพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่นมาร่วมทัพด้วยค่าตัว25ล้านยูโร เนื่องจากหัวหอกวัย20กะรัตซัดไปแล้ว16ประตูจากการลงสนาม19เกมในทุกรายการ พร้อมกันนั้นยังมีดีกรีติดทีมชาติเนเธอร์แลนด์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วอีกต่างหาก อย่างไรก็ตามโอกาสที่จะได้ตัวกองหน้าชาวดัตซ์อาจไม่ง่ายนักเมื่อทีมอย่างอาร์เซนอล,แมนยูฯ และมิลานต่างเฝ้าคอยส่งขนมจีบให้ยอนเดล มาร์เลนอยู่เช่นเดียวกัน

Read More

ผี ขาดจอมทัพโซลชาต้องหาใครเสริมให้ได้ช่วงม.ค.!! ชอร์วู๊ดกล่าว

ผี

    เมื่อเห็นผลงานของแมนยูฯในช่วงหลังไม่ใช่แต่แฟนบอลเองที่ใจหาย แต่นักเตะหลายคนก็รู้สึกไม่ต่างกัน อย่างในกรณีของทิม เชอร์วู๊ดมิดฟิลด์พันธ์แกร่งที่เคยที่ต่อกรกับปีศาจแดงในยุครุ่งเรืองก็ยังออกปากเลยว่าไม่เคยคาดคิดว่าอสูรแดงจะมีวันนี้ และสิ่งที่น่าห่วงไม่ใช่เพียงแค่ผลการแข่งขันเท่านั้น แต่เป็นนักเตะที่จะคอยกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ซึ่งภาพเหล่านี้มองไม่เห็นอีกเลยในทีมของโซลชา

    “ ผมจำภาพรอย คีน และไมเคิล คาริคที่คอยไล่อัดคู่แข่ง คุมจังหวะเกม ไม่ใช่แค่นั้นทั้งกิริยาอารมณ์ของพวกเค้ามันมีผลต่อทีมอย่างมาก นั่นทำให้แมนยูฯในยุคก่อนเล่นได้ในมาตรฐานที่ดี นั่นคือคาแรกเตอร์สำคัญ มันคือการมีผู้เล่นที่เป็นนักสู้ คุณจะกดพวกเค้าให้อยู่ไม่ใช่เรื่องง่าย สเปอร์สเคยนำถึงสามประตูก็ยังกลับมาแพ้เลย แต่มันไม่ใช่ตอนนี้ แมนยูฯไม่มีนักเตะที่เป็นผู้นำอีกแล้ว มันทำให้พวกเค้าไม่เป็นกลุ่มก้อน ต่างคนต่างเล่น พลาดเมื่อไหร่ก็เดินก้มหน้าก้มตา ไม่มีการกระตุ้นกันเองให้เห็นเลย โซลชาต้องเติมสิ่งนี้ให้ทีมก่อน ผมไม่มั่นใจว่าเค้าจะเรียกร้องสิ่งนี้จากนักเตะที่มีอยู่ได้ไหม(ปอล ป๊อกบา) หรือบางทีอาจจะต้องหาผู้เล่นใหม่ช่วงตลาดเดือนม.ค. ” ทีม เชอร์วู๊ดกองกลางชื่อดังที่เคยได้แชมป์พรีเมียร์ลีกกับแบล็คเบิร์น โรเวอร์แสดงทัศนะ

พอลอินซ์ขยี้ซ้ำเสริมทัพเดือนมกราก็อาจไม่ช่วยให้ ผี ตื่นจากหลุม

    ขณะเดียวกันขาป่วนคนเดิม(ชอบแสดงความเห็นค่อนคอดแมนยูฯเสมอ)อย่างพอล อินซ์ก็ได้แทงสวนทันทีว่าการเสริมทัพช่วงกลางซีซั่นเพียงอย่างเดียวก็คงไม่ช่วยอะไรมากนัก เนื่องจากไม่ง่ายเลยที่จะหาผู้เล่นชั้นดีในช่วงเบรกหนีหนาว “ การซื้อขายผู้เล่นช่วงเดือนมกราคมมันเป็นเพียงการหานักเตะแก้ขัดเท่านั้น ซึ่งปัญหาของแมนยูฯมันใหญ่กว่านั้น ผมไม่คิดว่าเค้าจะหานักเตะที่ดีพอได้จากในช่วงนี้ อีกทั้งการหาผู้เล่นเพิ่มอีก1-2คนก็คงไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น โซลชามาถูกทางอย่างเดียวคือทีมควรสนับสนุนผู้เล่นอายุน้อยๆ เพราะหากเรามองกลับไปที่ซุ้มมานั่งสำรองแข้งระดับซีเนียร์หลายคนก็ไม่ได้เป็นแบบอย่างให้น้องๆได้พึ่งพาเลย ”

    “ เรื่องการดึงผู้เล่นอย่างมานด์ซูคิซเข้ามาเสริมมันก็ไม่ใช่ไอเดียที่ดี เกมพรีเมียร์ลีกนั้นโหดมากลำพังแค่ประสบการณ์เพียงอย่างเดียวก็เสกผลการแข่งขันที่ต้องการไม่ได้หรอก หรือถึงต่อให้มาแล้วยิงได้ซัก10ประตูก็เหอะ ถามว่าปีหน้าเค้าจะยังรักษามาตรฐานการเล่นแบบนี้ไว้ได้ไหม ” อินซ์อดีตมิดฟิลด์ผีแดงกล่าวส่งท้าย

Read More

ราคิติช ชักท้อหลังซีซั่นใหม่ไม่ค่อยได้ออกสตาร์ทกับบาเซโลน่า

ราคิติช

    กาลเวลาเปลี่ยนอะไรๆก็เปลี่ยนตาม นั่นส่งผลให้อีวาน ราคิติชผู้ซึ่งเป็นหัวใจในแดนกลางของบาเซโลน่ามาหลายปีเริ่มไม่ค่อยมีความสุขในถิ่นคัมป์ นู หลังจากที่ปีนี้ดาวเตะชาวโครแอตถูกมองข้ามเป็นตัวสำรองอยู่บ่อยครั้งจนทำให้เพิ่งได้ออกสตาร์ทตัวจริงเพียงแค่เกมเดียวเท่านั้น และล่าสุดราคิติชก็เริ่มเปรยถึงโอกาสที่จะอำลาทีมอัลซูนกราน่าในช่วงเดือนมกราคมปีหน้า

    “ ซีซั่นนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ผมซ้อมได้ดีร่างกายก็สมบูรณ์แต่ผมไม่ถูกเลือกลงสนาม สถานการณ์มันชัดเจนว่าผมต้องหาทางเปลี่ยนแปลงมัน บาเซโลน่ายังเป็นสโมสรที่ยอดเยี่ยมในความคิดของผม แต่ผมเป็นนักฟุตบอลมันไม่มีความหมายหรอกว่าคุณจะได้ชูถ้วยรางวัลกี่ใบตราบเท่าที่คุณไม่มีโอกาสลงสนาม มีการหารือกับสโมสรแล้วแต่มันก็ยังไม่มีอะไรชัดเจนนัก เราคงต้องดูกันต่อไป ไม่ว่าอย่างไรแฟนบอลบาซ่านั้นสุดวิเศษ ผมจะยังเป็นชาวอัลซูนกราน่าเสมอแม้ว่าบางทีผมอาจตอบรับการย้ายทีมในช่วงปีใหม่ก็ตาม ” ราคิติชในวัย31ปีตัดพ้อ โดยซีซั่นนี้เค้าเพิ่งได้รับลงเล่นรวมกันเพียง5เกมเท่านั้นและส่วนใหญ่มักเป็นการลงเล่นในฐานะตัวสำรองอีกต่างหาก

บาซ่าต้องการคนที่พร้อมบัลเบเด้ยัน ราคิติช ต้องพิสูจน์ตัวเอง

    ในขณะที่เออเนสโต้ บัสเบเด้นายใหญ่เจ้าบุญทุ่มก็ออกโรงยืนยันว่านักเตะในทีมทุกคนต้องแสดงผลงานที่ดีที่สุดในสนามซ้อมและไม่มีใครที่จะได้รับการการันตีตัวจริงทั้งนั้น “ บาเซโลน่าเต็มไปด้วยผู้เล่นชั้นยอดและทุกคนต่างต้องการลงเล่นทั้งนั้น ราคิติชจำเป็นแสดงสิ่งที่ดีที่สุดออกมาเหมือนคนอื่นๆ แต่ตอนนี้มันมีคนที่ดีกว่าเค้า เค้าต้องยอมรับ และสู้ต่อหากอยากได้รับโอกาส ”

    หากเทียบกับซีซั่นที่แล้วอีวาน ราคิติชได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง จนมีสถิติลงเล่นรวมกันถึง34เกม ทว่าเมื่อเข้าสู่ซีซั่น2019/20 บัลเบเด้ก็เลือกที่จะให้โอกาสแฟรงค์กี้ เดอ ยองลงเล่นมากกว่า และดูเหมือนว่ากองกลางชุดรองแชมป์ฟุตบอลโลก2018(กับทีมชาติโครเอเชีย)อาจต้องมองหาโอกาสย้ายทีมออกไปหากอยากได้รับโอกาสลงเล่นมากยิ่งขึ้น โดยมีข่าวว่ายูเวนตุสก็เป็นอีกทีมที่ให้ความสนใจกองกลางรายนี้อยู่ ทว่าก็ยังติดปัญหาตรงที่ในทีมม้าลายเองก็มีกองกลางชั้นดีที่แย่งชิงโอกาสลงเล่นอีกเพียบ(ขนาดเอมเร่ ชาน,ซามี่ เคดิร่ายังไม่ค่อยได้ลงสนามเลย)จึงมีความเป็นไปได้น้อยมากที่ราคิติชจะได้ย้ายไปเล่นให้กับเบียงโคเนรี่ในช่วงปีใหม่

Read More

ดิแคนไรซ์ เป้าหมายแมนยูฯจ่าย80ล้านปอนด์อุดแดนกลาง

ดิแคนไรซ์

    ให้หลังจากเกมยูโรป้าลีก ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดบุกไปเสมออัล์คม่า0-0 แต่ที่เลวร้ายกว่าผลงานเกมแดนกลางที่หลายคนบอกว่าเลยว่าฟอร์มการเล่นของเนมันย่า มาติชนั้นเห็นแล้วท้อแท้ นำพาให้โอเล่ กุนน่า โซลชาต้องคิดหาหนทางที่จะทำอะไรซักอย่าง แล้วก็มาลงเอยด้วยกระแสร่ำลือหนักมากว่าบอร์ดบริหารของผีแดงจะอนุมัติวงเงินราว80ล้านปอนด์เพื่อดึงตัวดีแคน ไรซ์ตัวตัดเกมของเวสต์แฮมมาช่วยงาน

     ปีศาจแดงประสบปัญหาในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับมาตลอด เนื่องจากพวกเค้ามีเพียงเนมานย่า มาติชเพียงคนเดียวที่เป็นกองกลางตัวรับขนานแท้ ทว่าดาวเตะชาวเซอร์เบียก็อยู่ในช่วงขาลงของอาชีพค้าแข้งแล้วทำให้ไม่สามารถแบ่งเบาภาระให้กับทีมได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน(เหมือนครั้งอยู่กับเชลซี)และถึงตอนนี้โซลชาก็ยอมรับแล้วว่าจำเป็นที่ต้องปฏิวัติในพื้นที่ดังกล่าวเนื่องจากจะช่วยให้ทั้งเกมรุกและรับไหลลื่นมากยิ่งขึ้น โดยมีดีแคน ไรซ์เป็นเป้าหมายสำคัญ  แล้วตัวนักเตะเองก็เคยเปรยออกมาเองว่าสามารถจะเล่นกับทีมระดับแมนยูฯได้อย่างไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

ดิแคนไรซ์ ปัดไม่พร้อมย้ายทีมยังต้องเรียนรู้อีกมากกับขุนค้อน

    ดีแคน ไรซ์ได้เคยบอกให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่าเค้าพร้อมแล้วที่เล่นให้กับแมนยูฯ “ มันคงถูกตีความผิดเพี้ยนไปนะ มันเป็นความเชื่อมั่นว่าศักยภาพของผมสามารถเล่นได้ในกับทีมทุกระดับ และแมนยูฯก็เป็นแค่ตัวอย่างที่ผมยกขั้นมา มันไม่ได้หมายความว่าผมต้องการย้ายไปเล่นให้กับแมนยูฯ ในหัวผมยังไม่มีเรื่องทำนองนั้นแน่นอน ผมยังต้องเรียนรู้อีกมาก และการอยู่กับเวสต์แฮมก็เป็นเรื่องที่ดี นี่คือความลงตัวของผม สโมสรและแฟนบอลต่างเชื่อมั่นในตัวผม และผมก็อยากมอบความสุขคืนกลับไปบ้าง ”

    โดยดีแคน ไรซ์ถูกจับมามองว่าจะขึ้นมาเทียบชั้นกับรอย คีนอดีตมิดฟิลด์พันธุ์ดุของปีศาจแดงในยุค90 เนื่องจากเจ้าตัวมีความโดดเด่นในการชิงจังหวะตัดบอลและการเข้าสกัดที่แม่นยำ จนทำสถิติลงเล่นให้ขุนค้อนไปแล้วกว่า75เกมทั้งที่มีอายุเพียง20ปีเท่านั้น และถึงแม้ตัวนักเตะเองจะยังไม่รับปากว่าพร้อมย้ายทีม แต่ทว่าหากมีเม็ดเงิน80ล้านปอนด์ยื่นให้เวสต์แฮมพิจารณาจริง ก็มีความเป็นไปได้ที่ทีมขุนค้อนจะยอมเจรจาด้วยเนื่องจาก การได้เม็ดเงินจำนวนนี้เข้ามาจะช่วยให้สถานะการเงินของพวกเค้ามั่นคงขึ้นมาทันที และน่าจะเพียงพอที่จะให้ มานูเอล เปเลกรินี่ใช้หานักเตะใหม่มาทดแทนได้

Read More

ผีเเดง ชุดปัจจุบันไม่ไหวต่อให้ใช้ชุดคลาสออฟ92เเบก เนวิลล์กล่าว

ผีเเดง

    ในอดีต “ คลาสออฟ92 ” คือกลุ่มนักเตะเยาวชนที่แมนยูฯดันขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่แล้วประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ แกรี่ เนวิลล์ แบ็คขวาในยุครุ่งเรืองอีกคนของเซอร์อเล็ก เฟอกูสัน ทว่าเนวิลล์ผู้พี่เองก็ถึงกับออกตัวว่านักเตะชุด “ คลาสออฟ92 ” ก็ไม่อาจจะทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจแน่หากต้องดันขึ้นมาเล่นท่ามกลางนักเตะชุดใหญ่ของปีศาจแดงในเวลานี้ “ รุ่นพี่ในทีม(แมนยูฯ)ตอนนี้พึ่งพาไม่ได้ หลายคนยังเอาตัวไม่รอดเลย พวกเค้าไม่สามารถเดินมาประคับประคองดาวรุ่งเหล่านี้ได้ ทั้งๆที่เรามีดาวรุ่งเจ๋งๆที่ดึงขึ้นมาจากอะคาเดมี่หลายคน มันเป็นความน่าเสียดาย ”

    “ ให้เป็นแก๊ง “ คลาสออฟ92 ” ถูกดันมาเล่นกับทีมชุดนี้ผมก็ยังไม่มั่นใจว่าเค้าจะได้แชมป์นะ สมัยพวกเราขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ เรามองไปยังคันโตน่า,ชไมเคิล,รอย คีน และเออร์วิน นักเตะเหล่านี้มีประสบการณ์ พวกเค้าทำให้บรรดาดาวรุ่งอย่างเรารู้สึกว่าเราจะผ่านสถานการณ์ยากๆไปได้ ในทางกลับกันเรายังไม่สามารถคาดหวังแบบนั้นกับปอล ป๊อกบา,เนมานย่า มาติช หรือฟิล โจนส์ได้ สิ่งที่ตามมาคือดาวรุ่งของยูไนเต็ดก็จะโดนตำหนิว่ายังดีไม่พอ ซึ่งมันไม่จริงเลยแม้แต่น้อย ” แกรี่ เนวิลล์ออกปกป้องแข้งละอ่อนของปีศาจแดง

ผีเเดง ร้าวฉานนัดทานข้าวกระชับมิตรที่มีประจำก็ล่มไม่เป็นท่า

    ยิ่งตอกย้ำความไม่เป็นทีมของปีศาจแดงเข้าไปอีกเมื่อรายงานจาก “ เดลี่ เมล ” ยืนยันว่านักเตะรุ่นใหญ่ในทีมหลายคนเมินเฉยต่อประเพณีนัดทานข้าวร่วมกัน ซึ่งจัดขึ้นเดือนละครั้งเพื่อมุ่งหวังให้นักเตะในทีมได้สานสัมพันธ์กันให้เหนียวแน่น โดยนัดดินเนอร์ครั้งล่าสุดปรากฏว่านักเตะรุ่นใหญ่หลายคนได้หายหัวไปเสียดื้อโดยมี ปอล ป๊อกบา เป็นตัวการใหญ่ และมีเพียงดาวิด เด เคอา และฆวน มาต้าสองคนเท่านั้นที่ยังคงให้ความสำคัญกับภารกิจนี้

     รายงานจากอังกฤษระบุว่านัดทานข้าวรอบล่าสุดที่ร้านตาเปโอ แอนด์ ไวน์นั้น ปอล ป๊อกบา,มาร์กอส โรโฮ,แอชลี่ย์ ยัง,ฟิล โจนส์ และแฮรี่ แม็คไกวส์ต่างไม่เดินทางมาร่วมด้วย ซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าเวลานี้นักเตะในทีมปีศาจแดงต่างแยกกันเป็นกลุ่มเป็นก๊วน จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลงานในสนามของพวกเค้าจะกระท่อนกระแท่น ซึ่งแตกต่างจากสปริริตในทีมแมนยูฯยุคก่อนอย่างสิ้นเชิง และจุดนี้ก็ตรงตามที่แกรี่ เนวิลล์ได้กล่าวไว้คือนักเตะรุ่นใหญ่ในทีมนั้นนอกจากฟอร์มจะไม่ดีแล้วยังปฏิบัติตัวอย่างไร้ความเป็นมือาชีพอีกต่างหาก

Read More

เชลซี ต้องสม่ำเสมอกว่านี้แลมพาดกระตุ้นหลังพ่ายต่อหงส์คาบ้าน

เชลซี

   ให้หลังจากเกมเปิดสแตฟอร์ด บริดจ์พ่ายต่อลิเวอร์พูลไป1-2 ก็ทำให้เชลซีหลุดไปอยู่กลางตารางพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง(รั้งอันดับ11) แฟรงค์ แลมพาดนายใหญ่สิงห์บลูก็ได้ออกมาปลอบใจลูกทีมว่าไม่ต้องเสียใจที่ต้องแพ้ต่อทีมที่แข็งแกร่งอย่างลิเวอร์พูล

   “ เรารู้ว่าลิเวอร์พูลนั้นแข็งแกร่งแค่ไหน แต่เราก็ยังเล่นด้วยเป้าหมายว่าเรามีโอกาสชนะในบ้านที่มีเสียงเชียร์เป็นกำลังหนุน เราสู้ได้ดีเรามีมีโอกาสยิงมากกว่าพวกเค้า(ลิเวอร์พูล)ด้วยซ้ำ แต่เราไม่เฉียบคมพอ นั่นคือสิ่งที่ผู้เล่นเชลซีต้องเรียนรู้ ถามว่าเราเล่นแย่กว่าลิเวอร์พูลหรือเปล่าผมคิดว่าไม่ แต่พวกเค้าสม่ำเสมอกว่าเรา พวกเค้ามีประสบการณ์มากกว่าอีกทั้งผู้เล่นก็ยังรวมตัวกันมานานแล้ว การแพ้ต่อลิเวอร์พูลแม้ไม่ใช่เรื่องน่ายินดี แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแย่ เราจะเรียกร้องอะไรได้ในเมื่อลิเวอร์พูลมีโอกาสยิง6ครั้งแต่ทำได้สองประตู เราแพ้ให้กับทีมที่ดีกว่า ฉะนั้นผู้เล่นเชลซีควรเชิดหน้าขึ้นแล้วกลับมาเก็บชัยชนะในบ้านอีกครั้ง ” แฟรงค์ แลมพาดพูดปลอบประโลมนักเตะในดูแล

แลมพาดรับกองหลัง เชลซี ต้องปรับปรุงเรื่องสมาธิในเกมอีกมาก

   แฟรงค์ แลมพาดกุนซือเชลซียังได้เอ่ยปากถึงผลงานเกมจากแม็ตซ์ล่าสุดอีกด้วย “ เรายังไม่สามารถเก็บคลีนชีตได้เลยในฤดูกาลนี้ มันเป็นสัญญาณบอกเราว่าแนวรับยังหละหลวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับมือกับลูกเซทพีซมันจะลดความเสี่ยงได้เยอะถ้าคุณมีสมาธิพอ แต่เราก็ยังพลาดจนเราเสียไปถึงสองประตู เราเตรียมตัวกันมาทั้งสัปดาห์แต่เราก็เสียสมาธิกันง่ายๆนี่คือจุดที่ผู้เล่นเชลซีต้องให้ความสำคัญ ”

    “ คุณภาพผู้เล่นเชลซีไม่ได้เป็นรองลิเวอร์พูลหรอก แต่ความเข้าใจเกมและความมั่นใจเรา(เชลซี)กลับสู้พวกเค้าไม่ได้เลย นั่นทำให้เราไม่มีแต้มในวันนี้ เราต้องกลับมาทำการบ้านกันต่อ เราต้องซ้อมเพื่อสร้างความคุ้นชินร่วมกัน นั่นคือเราต้องสม่ำเสมอกว่านี้เพราะในเกมฟุตบอลบางทีมที่เอาชนะได้เค้าก็ไม่จำเป็นต้องเลยดีกว่าตลอด90นาทีหรอก แต่เค้ารู้วิธีที่จะเล่นอย่างไรให้เสียเปรียบให้น้อยที่สุดต่างหาก ซึ่งลิเวอร์พูลทำแบบนั้นกับเรา ผมหวังว่าเราจะหยุดสถิติการเสียประตูในทุกๆเกมที่ลงเล่นให้ได้ในเร็ววัน เพราะเมื่อไม่เสียประตูง่ายๆ เกมรุกของคุณจะเริ่มมั่นใจและกล้าเล่นมากขึ้น ” แลมพาด กุนซือวัย41ปีกล่าวทิ้งท้าย

Read More

ลินเดอเลิฟ อัพค่าเหนื่อยเพิ่มเท่าตัวเพื่อเป็นตัวหลักปีศาจเเดง

ลินเดอเลิฟ

   เรียกได้ว่าลูกรักของโอเล่ กุนน่า โซลชามีอันต้องเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีทุกคน หลังจากมาร์คัส แรชฟอร์ด,ดาบิด เด เคอา และเจสซี่ ลินการ์ดได้เพิ่มค่าเหนื่อยกันหมดแล้ว ก็ถึงคิวที่กองหลังอย่างวิคตอร์ ลินเดอเลิฟจะได้ค่าจ้างเพิ่มกับเค้าบ้าง หลังจากเป็นกองหลังคู่บารมีของโซลชามาตั้งแต่เริ่มงานในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และการตบรางวัลของเทรนเนอร์ชาวนอร์เวย์ในครั้งก็ไม่ใช่เบาเพราะแมนยูได้เพิ่มค่าเหนื่อยให้กองหลังทีมชาติสวีเดนเป็นสองเท่าเพื่อเป็นการยืนยันว่าเจ้าตัวจะเป็นเสาหลังในแนวรับของปีศาจสืบไป

    วิคตอร์ ลินเดอเลิฟได้ยืนเป็นคู่หูกับแฮรี่ แม็คไกวร์มาโดยตลอดในซีซั่นนี้ และดูเหมือนว่าแนวรับวัยเบญจเพศจะเริ่มเข้าที่เข้าทางมาขึ้นเมื่อเพิ่งปีศาจแดงเกมคลีนชีตในเกมเอาชนะเลสเตอร์ซิตี้มาหมาดๆ จนในที่สุดเจ้าตัวก็ได้รับสัญญาฉบับใหม่ที่จะผูกมัดกันไว้ถึงปี2024 และได้เพิ่มค่าเหนื่อยเป็น150,000ปอนด์ต่อวีก(เดิมรับที่75,000ปอนด์ต่อวีก)พร้อมยังมีเงื่อนไขขยายสัญญาอีกหนึ่งปีด้วยกัน ทั้งหมดนี้สร้างความยินดีให้อดีตกองหลังเบนฟิก้าเป็นอย่างมาก

ลินเดอเลิฟ ขอตอบแทนแมนยูด้วยถ้วยรางวัลให้มากเท่าที่มากได้

   ทันทีที่จรดปากกาในสัญญาบับใหม่วิคตอร์ ลินเดอเลิฟก็ได้เปิดเผยถึงความยินดีเหลือประมาณ “ ต้องขอบคุณยูไนเต็ดที่มอบความเชื่อมั่นให้ผมตลอดมา สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเป็นทีมที่พิเศษ มันไม่แปลกเลยที่นักฟุตบอลทุกคนจะอยากย้ายมาเล่นที่นี่หลังจากนี้ผมก็จะมุ่งมั่นกับการพายูไนเต็ดคว้าแชมป์ให้ได้ซักรายการ ผมเชื่อว่าการได้แชมป์ซักรายการจะเติมความมั่นใจให้พวกเราได้เป็นอย่างดี มันอาจต่อยอดไปถึงเป้าหมายที่สำคัญที่สุดนั่นคือแชมป์พรีเมียร์ลีก ”

    ด้านนายใหญ่ โอเล่ กุนน่า โซลชาก็ได้แสดงทัศนะถึงลูกทีมรายนี้เช่นกัน “ ลินเดอเลิฟแสดงออกถึงความมุ่งมั่นเสมอไม่ว่าจะในการซ้อมหรือลงเล่นในแม๊ตซ์การแข่งขัน มันสะท้อนว่าเค้ามีทัศนคติตรงตามที่เราต้องการ เค้ากระหายที่จะเรียนรู้และแสดงออกว่าอยากช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จ นั่นทำให้เราอยากเก็บเค้าไว้กับทีมให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และบอกให้เค้ารู้ว่าเค้าคือนักเตะที่เราให้ความสำคัญ ผมสบายใจที่เค้าต่อสัญญา แต่เรายังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำร่วมกัน ภารกิจของเรายังมีอีกมากเรายังอยากไปให้ไกลกว่านี้ซึ่งนั่นเป็นเป้าหมายที่ทั้งสโมสรและนักเตะมีร่วมกัน ” เทรนเนอร์วัย46ปีพูดทิ้งท้าย

Read More

ปีศาจแดง ต้องยอมรับว่ายังห่างไกลลุ้นแชมป์พรีเมียอ้างอิงแอนดี้โคล

ปีศาจแดง

   หลังจากโปรแกรมพรีเมียร์ลีกผ่านไป4เกม ผลงานของปีศาจแดงก็เริ่มฝืดเป็นระยะโดยสามนัดหลังสุดไม่ชนะใครเลย(เสมอ2แพ้1)ทว่าไม่วายก็ยังมีผู้เล่นแมนยูบางรายออกมากระตุ้นเพื่อนๆให้ฮึดสู้อีกครั้ง พร้อมกับโปรยยาหอมว่าแมนยูยังมีโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอยู่ ซึ่งเป็นแนวคิดที่สวนทางกับอดีตกองหน้าของทีมอย่างแอนดี้ โคลอย่างแรง เมื่อดาวยิงผิวสีเชื่อว่าปีศาจแดงในเวลานี้ยังไม่ใกล้เคียงที่จะต่อการกับทีมเต็งอย่างลิเวอร์พูล และแมนซิตี้ได้เลย

    “ ก่อนที่ผมจะพูดอะไรต่อผมต้องยืนยันก่อนว่ายังเป็นพลพรรคเรดอาร์มี่อยู่นะ ไม่ได้มีใจออกห่างเลย แต่ต้องว่ากันไปตามจริงว่าเรา(แมนยู)ยังไม่เข้าใกล้ศักยภาพของทีมลุ้นแชมป์ ไม่รู้ซิมันเป็นภาพรวมของการตอบสนองคุณจะเห็นได้เลยว่าทีมที่เป็นผู้ชนะจะกลับมาได้แม้จะโดนยิงนำก็ยังกลับมาเอาชนะได้ ในขณะที่ทีมเราเอาแค่ทำประตูขึ้นนำเค้าในสถานการณ์ที่ง่ายกว่าเรายังทำกันไม่ได้เลย มันชัดเจนว่าเรายังไม่ดีพอทั้งในแง่ขุมกำลัง และความมั่นใจ ” อดีตเจ้าของเสื้อหมายเลข9ของแมนยูกล่าวอย่างจริงจัง

แอนดี้โคลตำนาน ปีศาจแดง ชี้เร่งสร้างสปริริตพร้อมเสริมทัพเรื่อยๆอาจมีหวัง

   ตำนานดาวยิงของปีศาจแดงได้ย้ำว่าสาวกแมนยูต้องทำใจร่มๆแล้วเอาใจช่วยทีมกันต่อไปแม้ว่าโอกาสกลับมาลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกจะต้องรออีกพักใหญ่(หลายปี)ก็ตาม “ ผมก็ไม่ชอบใจที่จะบอกว่าลิเวอร์พูล และแมนซิตี้เหนือกว่าเรานะ แต่ความจริงมันเป็นยังงั้น พวกเค้ากำลังมั่นใจกันอย่างสุดขีดมันทำให้ช่องว่างระหว่างพวกเค้าและทีมเรามันห่างไกลกันมากโขเลยละ เราทุกคนต้องอดทน มันคงใช้เวลาซักพักที่จะเติมผู้เล่นดีๆในทุกๆตำแหน่ง และสร้างความกลมเกลียวในหมู่ผู้เล่นของเรา ”

   แอนดี้ โคลผู้ที่ยิงประตูในอังกฤษมาแล้ว287ลูกตลอดการค้าแข้งยังยอมรับว่านี่เป็นเรื่องปกติของวัฏจักรลูกหนังที่ซักวันแมนยูก็จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง “ สมัยที่ผมอยู่กับแมนยูเราก็อยู่ในสถานะเดียวกับแมนซิตี้นี่ละ พวกเรามั่นใจกันอย่างมาก เราไม่กลัวใคร สิ่งเหล่านี้มันเหมือนพลังแฝงนะ มันทำให้ผู้เล่นแต่ละคนในทีมจะส่งพลังต่อกันเป็นทอดๆ ต่อให้คุณมีฝีเท้าเป็นรองคุณก็จะถีบตัวเองขึ้นมาเพื่อให้เท่าเทียมกับเพื่อนๆ แล้ววันหนึ่งทีมอื่นๆก็จะอยากล้มคุณ มันเป็นเรื่องปกติ วันนี้ไม่ใช่วันเราของเราแต่ผมก็ยังเชื่อว่าโซลชาจะนำแมนยูกลับมาไปสู่จุดนั้นได้ถ้าเค้ามีเวลาพอนะ(กลัวโซลชาจะโดนไล่ออกไปก่อน) ”

Read More

เนย์มาร์ &บทเรียนความอินดี้ที่อาจทำให้ฟุตบอลไม่สนุกอีกต่อไป

เนย์มาร์

   ข่าวการย้ายทีมระดับมหากาพย์ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมานั้นเชื่อว่าไม่มีประเด็นไหนจะยืดเยื้อไปกว่าภารกิจการดิ้นรนกลับขึ้นยานแม่ของเนย์มาร์อีกแล้ว เพราะดาวเตะแซมบ้าเริ่มเล่นสงครามประสาทกับปารีส แซงต์ แชร์กแมงตั้งแต่จบซีซั่นที่แล้ว ทำให้ยอดทีมแดนน้ำหอมต้องแยกเนย์มาร์ออกจากทีมชุดใหญ่ด้วยการอ้างว่านักเตะอยู่ในช่วงพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ และตามมาด้วยการดึงโปรดักทุกชิ้นที่เกี่ยวข้องกับเนย์มาร์ออกจากร้านจำหน่ายของที่ระลึกของสโมสร แต่ซ้ำร้ายกว่าปารีสตั้งค่าตัวเนย์มาร์ไว้สูงลิบ(ว่ากันว่าไม่ต่ำกว่า200ล้านปอนด์)ซึ่งก็ทำให้บาเซโลน่าไม่อาจเปิดโต๊ะเจรจาได้สำเร็จ

   กระทั้งบัดนี้ที่ตลาดซื้อขายผู้เล่นปิดตัวลงไปแล้ว และเนย์มาร์จะยังคงเป็นผู้เล่นของเปเอสเชต่อไปจนถึงม.ค.2020เป็นอย่างน้อย ทว่าเจ้าตัวก็ยังไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทีมชุดใหญ่ของทีมแม้แต่เกมเดียว จนมีความเป็นไปได้อย่างมากที่โธมัส ทูเคิ่ลจะแช่แข็งแนวรุกแซมบ้าต่อไปอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งไม่สนุกแน่นอนสำหรับซุปเปอร์สตาร์ระดับนี้ที่อดเล่นฟุตบอลทั้งที่สภาพร่างกายยังฟิตสมบูรณ์ สิ่งนี่จะทำลายความมั่นใจ,ความฟิต หรือแม้แต่โอกาสติดทีมชาติบราซิลที่ในระยะยาว เนื่องจากการไม่ได้ลงเล่นในระดับสโมสรอย่างสม่ำเสมอนั้นก็อาจทำให้เจ้าตัวหลุดโผทีมชาติในซักวัน(ปัจจุบันไม่ได้เล่นให้เปเอสเชแต่ยังถูกเรียกติดธงอยู่)

หลุยส์ซัวเรสซ้ำเติมบอก เนย์มาร์ แล้วไม่เชื่ออย่าคิดหนีบาเซโลน่า

   หลุยส์ ซัวเรสอดีตเพื่อนร่วมทีมของเนย์มาร์ก็ได้ออกมาแสดงความห่วงใยเช่นกัน “ เนย์มาร์เป็นสัณลักษณ์ของฟุตบอลยุคนี้ มันคงแปลกๆที่เค้าจะไม่มีชื่อลงเล่น แต่มันเป็นสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนที่พวกเค้า(เนย์มาร์กับต้นสังกัด)ต้องหาทางออกกันเอง แต่ผมเสียดายนะถ้าเนย์มาร์ยังอยู่กับเราป่านนี้เค้าคงมีความสุขกว่านี้ ”

    จอมกัดแห่งวางการฟุตบอล(ซัวเรสชอบเอาคืนผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามด้วยการให้ปากกัด)ยังเคยปรามให้เนย์มาร์ทบทวนให้ดีก่อนย้ายออกจากบาซ่ามาแล้ว “ ตอนที่เค้ายังอยู่กับเราแล้วเริ่มเรียกร้องนั่นนี่เพื่อที่จะย้ายออก เพื่อนๆในทีมต่างคอยบอกเค้าเสมอ ว่าคัมป์นูนั้นเหมาะกับเค้าที่สุดแล้ว ผมไม่รู้ว่าเค้าคิดอะไรนะ แต่สุดท้ายเค้าก็ย้ายออกจากเราไป เราทุกคนต่างคิดถึงเค้าด้วยกันทั้งนั้น ยิ่งวันนี้เราได้รับรู้ว่าเค้ากำลังทำทุกทางเพื่อที่จะย้ายกลับมาหาเรา เราก็ยิ่งปวดใจ เค้าไม่ควรต้องเจอกับสถานการณ์ย่ำแย่แบบนี้เลยถ้าเพียงแต่เค้าสุขุมกว่านี้ มันเป็นบทเรียนของเค้า ”

Read More