ดิแคนไรซ์ เป้าหมายแมนยูฯจ่าย80ล้านปอนด์อุดแดนกลาง

ดิแคนไรซ์

    ให้หลังจากเกมยูโรป้าลีก ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดบุกไปเสมออัล์คม่า0-0 แต่ที่เลวร้ายกว่าผลงานเกมแดนกลางที่หลายคนบอกว่าเลยว่าฟอร์มการเล่นของเนมันย่า มาติชนั้นเห็นแล้วท้อแท้ นำพาให้โอเล่ กุนน่า โซลชาต้องคิดหาหนทางที่จะทำอะไรซักอย่าง แล้วก็มาลงเอยด้วยกระแสร่ำลือหนักมากว่าบอร์ดบริหารของผีแดงจะอนุมัติวงเงินราว80ล้านปอนด์เพื่อดึงตัวดีแคน ไรซ์ตัวตัดเกมของเวสต์แฮมมาช่วยงาน

     ปีศาจแดงประสบปัญหาในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับมาตลอด เนื่องจากพวกเค้ามีเพียงเนมานย่า มาติชเพียงคนเดียวที่เป็นกองกลางตัวรับขนานแท้ ทว่าดาวเตะชาวเซอร์เบียก็อยู่ในช่วงขาลงของอาชีพค้าแข้งแล้วทำให้ไม่สามารถแบ่งเบาภาระให้กับทีมได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน(เหมือนครั้งอยู่กับเชลซี)และถึงตอนนี้โซลชาก็ยอมรับแล้วว่าจำเป็นที่ต้องปฏิวัติในพื้นที่ดังกล่าวเนื่องจากจะช่วยให้ทั้งเกมรุกและรับไหลลื่นมากยิ่งขึ้น โดยมีดีแคน ไรซ์เป็นเป้าหมายสำคัญ  แล้วตัวนักเตะเองก็เคยเปรยออกมาเองว่าสามารถจะเล่นกับทีมระดับแมนยูฯได้อย่างไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

ดิแคนไรซ์ ปัดไม่พร้อมย้ายทีมยังต้องเรียนรู้อีกมากกับขุนค้อน

    ดีแคน ไรซ์ได้เคยบอกให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่าเค้าพร้อมแล้วที่เล่นให้กับแมนยูฯ “ มันคงถูกตีความผิดเพี้ยนไปนะ มันเป็นความเชื่อมั่นว่าศักยภาพของผมสามารถเล่นได้ในกับทีมทุกระดับ และแมนยูฯก็เป็นแค่ตัวอย่างที่ผมยกขั้นมา มันไม่ได้หมายความว่าผมต้องการย้ายไปเล่นให้กับแมนยูฯ ในหัวผมยังไม่มีเรื่องทำนองนั้นแน่นอน ผมยังต้องเรียนรู้อีกมาก และการอยู่กับเวสต์แฮมก็เป็นเรื่องที่ดี นี่คือความลงตัวของผม สโมสรและแฟนบอลต่างเชื่อมั่นในตัวผม และผมก็อยากมอบความสุขคืนกลับไปบ้าง ”

    โดยดีแคน ไรซ์ถูกจับมามองว่าจะขึ้นมาเทียบชั้นกับรอย คีนอดีตมิดฟิลด์พันธุ์ดุของปีศาจแดงในยุค90 เนื่องจากเจ้าตัวมีความโดดเด่นในการชิงจังหวะตัดบอลและการเข้าสกัดที่แม่นยำ จนทำสถิติลงเล่นให้ขุนค้อนไปแล้วกว่า75เกมทั้งที่มีอายุเพียง20ปีเท่านั้น และถึงแม้ตัวนักเตะเองจะยังไม่รับปากว่าพร้อมย้ายทีม แต่ทว่าหากมีเม็ดเงิน80ล้านปอนด์ยื่นให้เวสต์แฮมพิจารณาจริง ก็มีความเป็นไปได้ที่ทีมขุนค้อนจะยอมเจรจาด้วยเนื่องจาก การได้เม็ดเงินจำนวนนี้เข้ามาจะช่วยให้สถานะการเงินของพวกเค้ามั่นคงขึ้นมาทันที และน่าจะเพียงพอที่จะให้ มานูเอล เปเลกรินี่ใช้หานักเตะใหม่มาทดแทนได้

Read More

ผีเเดง ชุดปัจจุบันไม่ไหวต่อให้ใช้ชุดคลาสออฟ92เเบก เนวิลล์กล่าว

ผีเเดง

    ในอดีต “ คลาสออฟ92 ” คือกลุ่มนักเตะเยาวชนที่แมนยูฯดันขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่แล้วประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ แกรี่ เนวิลล์ แบ็คขวาในยุครุ่งเรืองอีกคนของเซอร์อเล็ก เฟอกูสัน ทว่าเนวิลล์ผู้พี่เองก็ถึงกับออกตัวว่านักเตะชุด “ คลาสออฟ92 ” ก็ไม่อาจจะทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจแน่หากต้องดันขึ้นมาเล่นท่ามกลางนักเตะชุดใหญ่ของปีศาจแดงในเวลานี้ “ รุ่นพี่ในทีม(แมนยูฯ)ตอนนี้พึ่งพาไม่ได้ หลายคนยังเอาตัวไม่รอดเลย พวกเค้าไม่สามารถเดินมาประคับประคองดาวรุ่งเหล่านี้ได้ ทั้งๆที่เรามีดาวรุ่งเจ๋งๆที่ดึงขึ้นมาจากอะคาเดมี่หลายคน มันเป็นความน่าเสียดาย ”

    “ ให้เป็นแก๊ง “ คลาสออฟ92 ” ถูกดันมาเล่นกับทีมชุดนี้ผมก็ยังไม่มั่นใจว่าเค้าจะได้แชมป์นะ สมัยพวกเราขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ เรามองไปยังคันโตน่า,ชไมเคิล,รอย คีน และเออร์วิน นักเตะเหล่านี้มีประสบการณ์ พวกเค้าทำให้บรรดาดาวรุ่งอย่างเรารู้สึกว่าเราจะผ่านสถานการณ์ยากๆไปได้ ในทางกลับกันเรายังไม่สามารถคาดหวังแบบนั้นกับปอล ป๊อกบา,เนมานย่า มาติช หรือฟิล โจนส์ได้ สิ่งที่ตามมาคือดาวรุ่งของยูไนเต็ดก็จะโดนตำหนิว่ายังดีไม่พอ ซึ่งมันไม่จริงเลยแม้แต่น้อย ” แกรี่ เนวิลล์ออกปกป้องแข้งละอ่อนของปีศาจแดง

ผีเเดง ร้าวฉานนัดทานข้าวกระชับมิตรที่มีประจำก็ล่มไม่เป็นท่า

    ยิ่งตอกย้ำความไม่เป็นทีมของปีศาจแดงเข้าไปอีกเมื่อรายงานจาก “ เดลี่ เมล ” ยืนยันว่านักเตะรุ่นใหญ่ในทีมหลายคนเมินเฉยต่อประเพณีนัดทานข้าวร่วมกัน ซึ่งจัดขึ้นเดือนละครั้งเพื่อมุ่งหวังให้นักเตะในทีมได้สานสัมพันธ์กันให้เหนียวแน่น โดยนัดดินเนอร์ครั้งล่าสุดปรากฏว่านักเตะรุ่นใหญ่หลายคนได้หายหัวไปเสียดื้อโดยมี ปอล ป๊อกบา เป็นตัวการใหญ่ และมีเพียงดาวิด เด เคอา และฆวน มาต้าสองคนเท่านั้นที่ยังคงให้ความสำคัญกับภารกิจนี้

     รายงานจากอังกฤษระบุว่านัดทานข้าวรอบล่าสุดที่ร้านตาเปโอ แอนด์ ไวน์นั้น ปอล ป๊อกบา,มาร์กอส โรโฮ,แอชลี่ย์ ยัง,ฟิล โจนส์ และแฮรี่ แม็คไกวส์ต่างไม่เดินทางมาร่วมด้วย ซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าเวลานี้นักเตะในทีมปีศาจแดงต่างแยกกันเป็นกลุ่มเป็นก๊วน จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลงานในสนามของพวกเค้าจะกระท่อนกระแท่น ซึ่งแตกต่างจากสปริริตในทีมแมนยูฯยุคก่อนอย่างสิ้นเชิง และจุดนี้ก็ตรงตามที่แกรี่ เนวิลล์ได้กล่าวไว้คือนักเตะรุ่นใหญ่ในทีมนั้นนอกจากฟอร์มจะไม่ดีแล้วยังปฏิบัติตัวอย่างไร้ความเป็นมือาชีพอีกต่างหาก

Read More

เชลซี ต้องสม่ำเสมอกว่านี้แลมพาดกระตุ้นหลังพ่ายต่อหงส์คาบ้าน

เชลซี

   ให้หลังจากเกมเปิดสแตฟอร์ด บริดจ์พ่ายต่อลิเวอร์พูลไป1-2 ก็ทำให้เชลซีหลุดไปอยู่กลางตารางพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง(รั้งอันดับ11) แฟรงค์ แลมพาดนายใหญ่สิงห์บลูก็ได้ออกมาปลอบใจลูกทีมว่าไม่ต้องเสียใจที่ต้องแพ้ต่อทีมที่แข็งแกร่งอย่างลิเวอร์พูล

   “ เรารู้ว่าลิเวอร์พูลนั้นแข็งแกร่งแค่ไหน แต่เราก็ยังเล่นด้วยเป้าหมายว่าเรามีโอกาสชนะในบ้านที่มีเสียงเชียร์เป็นกำลังหนุน เราสู้ได้ดีเรามีมีโอกาสยิงมากกว่าพวกเค้า(ลิเวอร์พูล)ด้วยซ้ำ แต่เราไม่เฉียบคมพอ นั่นคือสิ่งที่ผู้เล่นเชลซีต้องเรียนรู้ ถามว่าเราเล่นแย่กว่าลิเวอร์พูลหรือเปล่าผมคิดว่าไม่ แต่พวกเค้าสม่ำเสมอกว่าเรา พวกเค้ามีประสบการณ์มากกว่าอีกทั้งผู้เล่นก็ยังรวมตัวกันมานานแล้ว การแพ้ต่อลิเวอร์พูลแม้ไม่ใช่เรื่องน่ายินดี แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแย่ เราจะเรียกร้องอะไรได้ในเมื่อลิเวอร์พูลมีโอกาสยิง6ครั้งแต่ทำได้สองประตู เราแพ้ให้กับทีมที่ดีกว่า ฉะนั้นผู้เล่นเชลซีควรเชิดหน้าขึ้นแล้วกลับมาเก็บชัยชนะในบ้านอีกครั้ง ” แฟรงค์ แลมพาดพูดปลอบประโลมนักเตะในดูแล

แลมพาดรับกองหลัง เชลซี ต้องปรับปรุงเรื่องสมาธิในเกมอีกมาก

   แฟรงค์ แลมพาดกุนซือเชลซียังได้เอ่ยปากถึงผลงานเกมจากแม็ตซ์ล่าสุดอีกด้วย “ เรายังไม่สามารถเก็บคลีนชีตได้เลยในฤดูกาลนี้ มันเป็นสัญญาณบอกเราว่าแนวรับยังหละหลวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับมือกับลูกเซทพีซมันจะลดความเสี่ยงได้เยอะถ้าคุณมีสมาธิพอ แต่เราก็ยังพลาดจนเราเสียไปถึงสองประตู เราเตรียมตัวกันมาทั้งสัปดาห์แต่เราก็เสียสมาธิกันง่ายๆนี่คือจุดที่ผู้เล่นเชลซีต้องให้ความสำคัญ ”

    “ คุณภาพผู้เล่นเชลซีไม่ได้เป็นรองลิเวอร์พูลหรอก แต่ความเข้าใจเกมและความมั่นใจเรา(เชลซี)กลับสู้พวกเค้าไม่ได้เลย นั่นทำให้เราไม่มีแต้มในวันนี้ เราต้องกลับมาทำการบ้านกันต่อ เราต้องซ้อมเพื่อสร้างความคุ้นชินร่วมกัน นั่นคือเราต้องสม่ำเสมอกว่านี้เพราะในเกมฟุตบอลบางทีมที่เอาชนะได้เค้าก็ไม่จำเป็นต้องเลยดีกว่าตลอด90นาทีหรอก แต่เค้ารู้วิธีที่จะเล่นอย่างไรให้เสียเปรียบให้น้อยที่สุดต่างหาก ซึ่งลิเวอร์พูลทำแบบนั้นกับเรา ผมหวังว่าเราจะหยุดสถิติการเสียประตูในทุกๆเกมที่ลงเล่นให้ได้ในเร็ววัน เพราะเมื่อไม่เสียประตูง่ายๆ เกมรุกของคุณจะเริ่มมั่นใจและกล้าเล่นมากขึ้น ” แลมพาด กุนซือวัย41ปีกล่าวทิ้งท้าย

Read More

ลินเดอเลิฟ อัพค่าเหนื่อยเพิ่มเท่าตัวเพื่อเป็นตัวหลักปีศาจเเดง

ลินเดอเลิฟ

   เรียกได้ว่าลูกรักของโอเล่ กุนน่า โซลชามีอันต้องเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีทุกคน หลังจากมาร์คัส แรชฟอร์ด,ดาบิด เด เคอา และเจสซี่ ลินการ์ดได้เพิ่มค่าเหนื่อยกันหมดแล้ว ก็ถึงคิวที่กองหลังอย่างวิคตอร์ ลินเดอเลิฟจะได้ค่าจ้างเพิ่มกับเค้าบ้าง หลังจากเป็นกองหลังคู่บารมีของโซลชามาตั้งแต่เริ่มงานในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และการตบรางวัลของเทรนเนอร์ชาวนอร์เวย์ในครั้งก็ไม่ใช่เบาเพราะแมนยูได้เพิ่มค่าเหนื่อยให้กองหลังทีมชาติสวีเดนเป็นสองเท่าเพื่อเป็นการยืนยันว่าเจ้าตัวจะเป็นเสาหลังในแนวรับของปีศาจสืบไป

    วิคตอร์ ลินเดอเลิฟได้ยืนเป็นคู่หูกับแฮรี่ แม็คไกวร์มาโดยตลอดในซีซั่นนี้ และดูเหมือนว่าแนวรับวัยเบญจเพศจะเริ่มเข้าที่เข้าทางมาขึ้นเมื่อเพิ่งปีศาจแดงเกมคลีนชีตในเกมเอาชนะเลสเตอร์ซิตี้มาหมาดๆ จนในที่สุดเจ้าตัวก็ได้รับสัญญาฉบับใหม่ที่จะผูกมัดกันไว้ถึงปี2024 และได้เพิ่มค่าเหนื่อยเป็น150,000ปอนด์ต่อวีก(เดิมรับที่75,000ปอนด์ต่อวีก)พร้อมยังมีเงื่อนไขขยายสัญญาอีกหนึ่งปีด้วยกัน ทั้งหมดนี้สร้างความยินดีให้อดีตกองหลังเบนฟิก้าเป็นอย่างมาก

ลินเดอเลิฟ ขอตอบแทนแมนยูด้วยถ้วยรางวัลให้มากเท่าที่มากได้

   ทันทีที่จรดปากกาในสัญญาบับใหม่วิคตอร์ ลินเดอเลิฟก็ได้เปิดเผยถึงความยินดีเหลือประมาณ “ ต้องขอบคุณยูไนเต็ดที่มอบความเชื่อมั่นให้ผมตลอดมา สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเป็นทีมที่พิเศษ มันไม่แปลกเลยที่นักฟุตบอลทุกคนจะอยากย้ายมาเล่นที่นี่หลังจากนี้ผมก็จะมุ่งมั่นกับการพายูไนเต็ดคว้าแชมป์ให้ได้ซักรายการ ผมเชื่อว่าการได้แชมป์ซักรายการจะเติมความมั่นใจให้พวกเราได้เป็นอย่างดี มันอาจต่อยอดไปถึงเป้าหมายที่สำคัญที่สุดนั่นคือแชมป์พรีเมียร์ลีก ”

    ด้านนายใหญ่ โอเล่ กุนน่า โซลชาก็ได้แสดงทัศนะถึงลูกทีมรายนี้เช่นกัน “ ลินเดอเลิฟแสดงออกถึงความมุ่งมั่นเสมอไม่ว่าจะในการซ้อมหรือลงเล่นในแม๊ตซ์การแข่งขัน มันสะท้อนว่าเค้ามีทัศนคติตรงตามที่เราต้องการ เค้ากระหายที่จะเรียนรู้และแสดงออกว่าอยากช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จ นั่นทำให้เราอยากเก็บเค้าไว้กับทีมให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และบอกให้เค้ารู้ว่าเค้าคือนักเตะที่เราให้ความสำคัญ ผมสบายใจที่เค้าต่อสัญญา แต่เรายังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำร่วมกัน ภารกิจของเรายังมีอีกมากเรายังอยากไปให้ไกลกว่านี้ซึ่งนั่นเป็นเป้าหมายที่ทั้งสโมสรและนักเตะมีร่วมกัน ” เทรนเนอร์วัย46ปีพูดทิ้งท้าย

Read More

ปีศาจแดง ต้องยอมรับว่ายังห่างไกลลุ้นแชมป์พรีเมียอ้างอิงแอนดี้โคล

ปีศาจแดง

   หลังจากโปรแกรมพรีเมียร์ลีกผ่านไป4เกม ผลงานของปีศาจแดงก็เริ่มฝืดเป็นระยะโดยสามนัดหลังสุดไม่ชนะใครเลย(เสมอ2แพ้1)ทว่าไม่วายก็ยังมีผู้เล่นแมนยูบางรายออกมากระตุ้นเพื่อนๆให้ฮึดสู้อีกครั้ง พร้อมกับโปรยยาหอมว่าแมนยูยังมีโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอยู่ ซึ่งเป็นแนวคิดที่สวนทางกับอดีตกองหน้าของทีมอย่างแอนดี้ โคลอย่างแรง เมื่อดาวยิงผิวสีเชื่อว่าปีศาจแดงในเวลานี้ยังไม่ใกล้เคียงที่จะต่อการกับทีมเต็งอย่างลิเวอร์พูล และแมนซิตี้ได้เลย

    “ ก่อนที่ผมจะพูดอะไรต่อผมต้องยืนยันก่อนว่ายังเป็นพลพรรคเรดอาร์มี่อยู่นะ ไม่ได้มีใจออกห่างเลย แต่ต้องว่ากันไปตามจริงว่าเรา(แมนยู)ยังไม่เข้าใกล้ศักยภาพของทีมลุ้นแชมป์ ไม่รู้ซิมันเป็นภาพรวมของการตอบสนองคุณจะเห็นได้เลยว่าทีมที่เป็นผู้ชนะจะกลับมาได้แม้จะโดนยิงนำก็ยังกลับมาเอาชนะได้ ในขณะที่ทีมเราเอาแค่ทำประตูขึ้นนำเค้าในสถานการณ์ที่ง่ายกว่าเรายังทำกันไม่ได้เลย มันชัดเจนว่าเรายังไม่ดีพอทั้งในแง่ขุมกำลัง และความมั่นใจ ” อดีตเจ้าของเสื้อหมายเลข9ของแมนยูกล่าวอย่างจริงจัง

แอนดี้โคลตำนาน ปีศาจแดง ชี้เร่งสร้างสปริริตพร้อมเสริมทัพเรื่อยๆอาจมีหวัง

   ตำนานดาวยิงของปีศาจแดงได้ย้ำว่าสาวกแมนยูต้องทำใจร่มๆแล้วเอาใจช่วยทีมกันต่อไปแม้ว่าโอกาสกลับมาลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกจะต้องรออีกพักใหญ่(หลายปี)ก็ตาม “ ผมก็ไม่ชอบใจที่จะบอกว่าลิเวอร์พูล และแมนซิตี้เหนือกว่าเรานะ แต่ความจริงมันเป็นยังงั้น พวกเค้ากำลังมั่นใจกันอย่างสุดขีดมันทำให้ช่องว่างระหว่างพวกเค้าและทีมเรามันห่างไกลกันมากโขเลยละ เราทุกคนต้องอดทน มันคงใช้เวลาซักพักที่จะเติมผู้เล่นดีๆในทุกๆตำแหน่ง และสร้างความกลมเกลียวในหมู่ผู้เล่นของเรา ”

   แอนดี้ โคลผู้ที่ยิงประตูในอังกฤษมาแล้ว287ลูกตลอดการค้าแข้งยังยอมรับว่านี่เป็นเรื่องปกติของวัฏจักรลูกหนังที่ซักวันแมนยูก็จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง “ สมัยที่ผมอยู่กับแมนยูเราก็อยู่ในสถานะเดียวกับแมนซิตี้นี่ละ พวกเรามั่นใจกันอย่างมาก เราไม่กลัวใคร สิ่งเหล่านี้มันเหมือนพลังแฝงนะ มันทำให้ผู้เล่นแต่ละคนในทีมจะส่งพลังต่อกันเป็นทอดๆ ต่อให้คุณมีฝีเท้าเป็นรองคุณก็จะถีบตัวเองขึ้นมาเพื่อให้เท่าเทียมกับเพื่อนๆ แล้ววันหนึ่งทีมอื่นๆก็จะอยากล้มคุณ มันเป็นเรื่องปกติ วันนี้ไม่ใช่วันเราของเราแต่ผมก็ยังเชื่อว่าโซลชาจะนำแมนยูกลับมาไปสู่จุดนั้นได้ถ้าเค้ามีเวลาพอนะ(กลัวโซลชาจะโดนไล่ออกไปก่อน) ”

Read More

เนย์มาร์ &บทเรียนความอินดี้ที่อาจทำให้ฟุตบอลไม่สนุกอีกต่อไป

เนย์มาร์

   ข่าวการย้ายทีมระดับมหากาพย์ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมานั้นเชื่อว่าไม่มีประเด็นไหนจะยืดเยื้อไปกว่าภารกิจการดิ้นรนกลับขึ้นยานแม่ของเนย์มาร์อีกแล้ว เพราะดาวเตะแซมบ้าเริ่มเล่นสงครามประสาทกับปารีส แซงต์ แชร์กแมงตั้งแต่จบซีซั่นที่แล้ว ทำให้ยอดทีมแดนน้ำหอมต้องแยกเนย์มาร์ออกจากทีมชุดใหญ่ด้วยการอ้างว่านักเตะอยู่ในช่วงพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ และตามมาด้วยการดึงโปรดักทุกชิ้นที่เกี่ยวข้องกับเนย์มาร์ออกจากร้านจำหน่ายของที่ระลึกของสโมสร แต่ซ้ำร้ายกว่าปารีสตั้งค่าตัวเนย์มาร์ไว้สูงลิบ(ว่ากันว่าไม่ต่ำกว่า200ล้านปอนด์)ซึ่งก็ทำให้บาเซโลน่าไม่อาจเปิดโต๊ะเจรจาได้สำเร็จ

   กระทั้งบัดนี้ที่ตลาดซื้อขายผู้เล่นปิดตัวลงไปแล้ว และเนย์มาร์จะยังคงเป็นผู้เล่นของเปเอสเชต่อไปจนถึงม.ค.2020เป็นอย่างน้อย ทว่าเจ้าตัวก็ยังไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทีมชุดใหญ่ของทีมแม้แต่เกมเดียว จนมีความเป็นไปได้อย่างมากที่โธมัส ทูเคิ่ลจะแช่แข็งแนวรุกแซมบ้าต่อไปอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งไม่สนุกแน่นอนสำหรับซุปเปอร์สตาร์ระดับนี้ที่อดเล่นฟุตบอลทั้งที่สภาพร่างกายยังฟิตสมบูรณ์ สิ่งนี่จะทำลายความมั่นใจ,ความฟิต หรือแม้แต่โอกาสติดทีมชาติบราซิลที่ในระยะยาว เนื่องจากการไม่ได้ลงเล่นในระดับสโมสรอย่างสม่ำเสมอนั้นก็อาจทำให้เจ้าตัวหลุดโผทีมชาติในซักวัน(ปัจจุบันไม่ได้เล่นให้เปเอสเชแต่ยังถูกเรียกติดธงอยู่)

หลุยส์ซัวเรสซ้ำเติมบอก เนย์มาร์ แล้วไม่เชื่ออย่าคิดหนีบาเซโลน่า

   หลุยส์ ซัวเรสอดีตเพื่อนร่วมทีมของเนย์มาร์ก็ได้ออกมาแสดงความห่วงใยเช่นกัน “ เนย์มาร์เป็นสัณลักษณ์ของฟุตบอลยุคนี้ มันคงแปลกๆที่เค้าจะไม่มีชื่อลงเล่น แต่มันเป็นสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนที่พวกเค้า(เนย์มาร์กับต้นสังกัด)ต้องหาทางออกกันเอง แต่ผมเสียดายนะถ้าเนย์มาร์ยังอยู่กับเราป่านนี้เค้าคงมีความสุขกว่านี้ ”

    จอมกัดแห่งวางการฟุตบอล(ซัวเรสชอบเอาคืนผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามด้วยการให้ปากกัด)ยังเคยปรามให้เนย์มาร์ทบทวนให้ดีก่อนย้ายออกจากบาซ่ามาแล้ว “ ตอนที่เค้ายังอยู่กับเราแล้วเริ่มเรียกร้องนั่นนี่เพื่อที่จะย้ายออก เพื่อนๆในทีมต่างคอยบอกเค้าเสมอ ว่าคัมป์นูนั้นเหมาะกับเค้าที่สุดแล้ว ผมไม่รู้ว่าเค้าคิดอะไรนะ แต่สุดท้ายเค้าก็ย้ายออกจากเราไป เราทุกคนต่างคิดถึงเค้าด้วยกันทั้งนั้น ยิ่งวันนี้เราได้รับรู้ว่าเค้ากำลังทำทุกทางเพื่อที่จะย้ายกลับมาหาเรา เราก็ยิ่งปวดใจ เค้าไม่ควรต้องเจอกับสถานการณ์ย่ำแย่แบบนี้เลยถ้าเพียงแต่เค้าสุขุมกว่านี้ มันเป็นบทเรียนของเค้า ”

Read More

เซบีญ่า เซ็นชิชาริโต้จากเวสต์แฮมหลังหอกจังโก้เบื่อรอข้างสนาม

เซบีญ่า

   เวสต์แฮมลงเตะในพรีเมียร์ลีกสองเกมหลังสุด(ชนะวัตฟอร์ด3-1,ชนะนอริส2-0)โดยปราศจากฮาเวียร์ ชิชาริโต้ ที่สำคัญคือดาวเตะชาวเม็กซิโกไม่ติดแม้กระทั่งรายชื่อตัวสำรองข้างสนามจนทำให้เจ้าตัวรู้สึกไม่แฮปปี้จนต้องร้องขอมานูเอล เปเยกรีนี่ขึ้นบัญชีขาย ซึ่งก็ได้จังหวะเหมาะกับที่เซบีญ่ากำลังต้องการกองหน้ามากประสบการณ์พอดี จึงทำให้ดีลนี้จบลงได้อย่างไว และในที่สุดชิชาริโต้ก็ได้เปิดตัวกับเซบีญ่าเป็นที่เรียบร้อย ด้วยการรับเสื้อหมายเลข14เพื่อลงล่าตาข่าย

   เซบีญ่าได้บรรลุข้อตกลงราคา8ล้านปอนด์เพื่อกระชากตัวชิชาริโต้ให้กลับยิงประตูในแดนกระทิงอีกคำรบ  โดยเป็นการเซ็นสัญญากันเป็นเวลา3ซีซั่น ซึ่งจะทำให้กองหน้าวัย31กะรัตยุติผลงานการทำประตูให้กับขุนค้อนไว้ที่17ประตูจากการลงเล่น63แม็ตซ์

ชิชาริโต้หวานขอร่วมาสร้างความสุขให้แฟนบอล เซบีญ่า ทั้งหลาย

   ฮาเวียร์ ชิชาริโต้ผู้เคยมีประสบการณ์กับลาลีก้าสเปนมาแล้วในปี2014 โดยในเวลานั้น “เจ้าถั่วน้อย” ได้ถูกรีลมาดริดยืมตัวมาใช้งานและลงเล่นไปทั้งสิ้นราว33เกมพร้อมการล่าสกอร์อีก9ประตู ซึ่งทำให้ ยูเลน โลเปรเตกีหวังพึ่งพาประสบการณ์ของเค้าอีกครั้งเนื่องจากเซบีญ่ามีโปรแกรมที่จะต้องลงเล่นในศึกยูโรป้าลีกในซีซั่นนี้นั่นเอง

   “ ชิชาริโต้เป็นมืออาชีพตลอดระยะเวลาที่ร่วมงานกันมา สโมสรเวสต์แฮมของอวยพรให้เค้าประสบความสำเร็จในสเปน ”เวสต์แฮมได้แถลงข้อความอย่างเป็นทางการ ในขณะที่ตัวนักเตะก็ได้เดินทางไปชูเสื้อกับเซบีญ่าเป็นที่เรียบร้อย “ ผมรู้สึกคุ้นเคยกับสเปน มันเยี่ยมยอดที่ได้กลับสัมผัสฟุตบอลของประเทศนี้อีกครั้ง เซบีญ่าเป็นทีมที่มีความกระหาย ผลงานของทีมในระยะหลังเป็นไปอย่างมหัศจรรย์ ผมหวังว่าผมจะได้เป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของสโมสร ” อดีตดาวเตะแมนยูกล่าวอย่างมุ่งมั่น

    โดยฮาเวียร์ ชิชาริโต้จัดเป็นนักเตะเกมรุกที่เซนต์การทำประตูโดดเด่น จนกุนซือระดับปรมาจารย์อย่าง เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสันยังเคยดึงมาช่วยล่าแชมป์พรีเมียร์ลีกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดอยู่หลายปี(6ซีซั่น) และเจ้าตัวก็มีดีกรีเป็นถึงแชมป์พรีเมียร์ลีก2สมัยและแชมป์เอฟเอคัพอีกสมัยหนึ่งกับทีมปีศาจแดง และหลังจากนั้น “เจ้าถั่วน้อย” ก็ได้พเนจรไปอยู่กับหลายต่อหลายทีมไม่ว่าจะเป็น รีลมาดริด,ไบเออร์เลเวอร์คูเซ่น และเวสต์แฮม

Read More

โบโลญญ่า หวังอัดแดนกลางให้ดุด้วยการดึงเมเดลมิดฟิลด์ชิลี

โบโลญญ่า

   โบโลญญ่าทีมดังแห่งกัลโช่ เซเรียอามีความตั้งใจที่จะเสริมทัพในตำแหน่งกองกลางตัวรับ โดยเป้าหมายในครั้งนี้ก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลแต่เป็นการี เมเดลมิดฟิลด์เลือดร้อนที่ปัจจุบันค้าแข้งอยู่กับเบซิคตัสในลีกตุรกี โดยพวกเค้าเชื่อว่าคาแรกเตอร์ความเป็นนักสู้ของเดเมลจะช่วยให้แดนกลางแน่นขึ้น เนื่องจากเวลานี้ตัวกุนซืออย่างซินิซ่า มิไฮโลวิชก็ไม่อาจคุมทีมได้อย่างเต็มตัวเนื่องจากยังต้องพักรักษาตัวด้วยอาการลูคิเมีย จึงทำให้โบโลญญ่าจำเป็นต้องพึ่งพาผู้เล่นที่มีความเป็นผู้นำในสนาม และเมเดลก็มีคาแรกเตอร์นั้นอย่างชัดเจน

    นอกจากนี้การี เมเดลยังเคยค้าแข้งกับอินเตอร์มาก่อน จึงทำให้การปรับตัวในลีกอีตาเลี่ยนไม่น่าจะมีปัญหากับเจ้าตัวแต่อย่างใด โดยกองกลางชาวชิลีเคยเล่นกัลโช่ เซเรียอามาแล้วกว่า100เกม ทั้งยังมีดีกรีนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของชิลีประจำปี2008 ทำให้รอสโซ่บลูหวังใจจะให้เมเดลเป็นตัวตัดเกมในแดนกลาง เนื่องจากพวกเค้าเพิ่งจะเสียกองกลางตัวรับชั้นดีอย่างเอริค ปุลการ์(นักเตะชิลีเหมือนกัน)ไปให้กับฟิออเรนติน่า และได้เงินค่าตัวมาถึง10ล้านยูโร ซึ่งน่าจะเพียงพอที่จะปิดดีลกับเมเดล เนื่องจากเจ้าตัวก็เหลือสัญญากับเบซิคตัสอีกเพียงปีเดียวเท่านั้น

เมเดลแม้อายุล่วงเข้า32แต่ความดุดันไม่พร่องตรงใจมิไฮกุนซือ โบโลญญ่า

   ซินิซ่า มิไฮโลวิชที่ปัจจุบันยังรั้งตำแหน่งกุนซือโบโลญญ่านั้นไม่อาจทำหน้าที่คุมลูกทีมซ้อมได้ด้วยตัวเอง หรือแม้แต่การคุมทีมข้างสนามเนื่องจากต้องรับการบำบัดเกี่ยวกับอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว จึงทำให้เทรนเนอร์ชาวเซิร์บหวังจะใช้ความเก๋าของเมเดลในการช่วยประคองทีมในซีซั่นนี้ เนื่องจากการี เมเดลเป็นผู้เล่นกองกลางที่มีสไตล์วิ่งสู้ฟัดกัดไม่ปล่อย ซึ่งเป็นคาแรกเตอร์นักสู้ที่โค้ชมิไฮโลวิชชื่นชอบนั่นเอง

   แม้ว่าเรื่องคาแรกเตอร์และประสบการณ์ของเมเดลจะสามารถเพิ่มมิติในเกมแดนกลางให้โบโลญญ่าได้อย่างแน่นอนหากย้ายมาร่วมทีมจริง กระนั้นกองกลางทีมชาติชีลีก็มีจุดอ่อนที่น่ากังวลอยู่ไม่น้อยเช่นกัน นั่นคือเค้าเป็นผู้เล่นประเภทจุดเดือดต่ำ และในรายการโคปา อเมริการที่ประเทศบราซิลเมื่อไม่นานมานี้เจ้าตัวก็เพิ่งจะโดนใบแดงจากไปกระทบกระทั่งกับลีโอแนลเมสซี่ อีกทั้งเมื่อซีซั่นที่แล้ว(2018/19)เมเดลสะสมใบเหลืองไปทั้งสิ้น11ใบในลีกตุรกี และหนึ่งในจำนวนนั้นเป็นการโดนสองใบเหลืองจนกลายเป็นใบแดงอีกหนึ่งครั้งอีกต่างหาก

Read More

ลิเวอร์พูล หนุนอ็อกซ์เลดเต็มที่ทำชากีรี่รู้สึกโดนเลือกปฏิบัติ

ลิเวอร์พูล

   ทั้งได้รับบาดเจ็บอเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลนก็ยังคงได้รับการประคบประหงมอย่างดีจากเจอร์เกน คล็อปป์เสมอมา และในซีซั่นนี้ดาวเตะเลือดผู้ดีก็ยังคงได้รับโอกาสออกสตาร์ทกับลิเวอร์พูลแม้ว่าจะยังทำผลงานได้ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน สวนทางกับเซอร์ดาน ชากีรี่ที่ยังไม่มีส่วนร่วมกับทีมในพรีเมียร์ลีกเลยแม้แต่นาทีเดียว ซึ่งปีกชาวสวิตเซอร์แลนด์ชักไม่ค่อยปลื้มเนื่องจากเจ้าตัวก็มีส่วนร่วมกับผลงานแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกซีซั่นก่อนในขณะที่แชมเบอร์เลนทำได้เพียงพยุงไม่ค่ำยันเชียร์เพื่อนๆเท่านั้น ทว่าเมื่ออดีตดาวเตะปืนใหญ่กลับมาฟิตสมบูรณ์กลับมาเบียดตำแหน่งตนอย่างไร้เหตุผล

คล็อปป์ไม่แคร์เสียงใครจับอ็อกซ์เลดขยายสัญญากับ ลิเวอร์พูล ไปอีก3ปี

   กุนซือชาวเยอรมันได้ให้โอกาสอเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลนออกสตาร์ทเป็นตัวจริงให้ลิเวอร์พูลในสองเกมหลังสุด(ในเกมยูฟ่าซุปเปอร์คัพกับเชลซี,เกมพรีเมียร์ลีกกับเซาร์แธปม์ตัน)ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเจอร์เกน คล็อปป์ให้ความสำคัญกับดาวเตะวัย26ปีรายนี้เป็นอย่างมาก แต่ไหนๆก็เอาใจกันจนออกนอกหน้าขนาดนี้แล้วไปต่อให้สุดกันเลยดีกว่า ทีมรองแชมป์พรีเมียร์ลีกปีล่าสุดจึงได้ทำการต่อสัญญากับแชมเบอร์เลนไปถึงปี2023 โดยมีการประกาศยืนยันผ่านเว็บไซต์สโมสรอย่างเป็นทางการ

   “ ปีก่อนผมไม่มีส่วนร่วมกับทีมเลย เอาจริงๆผมก็หวั่นใจไม่น้อยว่าเมื่อผมกลับมาฟิตแล้วผมจะยังเป็นส่วนหนึ่งของทีมอยู่ไหม พอได้รับการพูดคุยเรื่องสัญญาฉบับใหม่มันก็ทำให้ผมมั่นใจขึ้น ผมจะทำผลงานชดเชยหนึ่งซีซั่นที่หายไป และหวังว่าทีมเราจะประสบความสำเร็จอีกครั้ง ” แชมเบอร์เลนรับปากแฟนบอลอย่างมั่นใจ โดยปีนี้ชาวเดอะค็อปมีเป้าหมายที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกให้สำเร็จ หลังโดนแมนซีตี้ปาดหน้าไปอย่างน่าเจ็บใจเมื่อซีซั่นก่อน

   อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลนสามารถเล่นได้อย่างหลากหลายในทั้งมิดฟิลด์ตัวกลางรวมไปถึงการโยกไปเล่นเป็นผู้เล่นริมเส้น ซึ่งทับไลน์กับเซอร์ดาน ชากิรี่โดยตรง และเมื่อซีซั่นก่อนที่แชมเบอร์เลนได้รับบาดเจ็บที่เอ็นหัวเข่าจนไม่ได้ลงเล่นเลย ชากีรี่ก็รับสัมประทานในส่วนนี้มาโดยตลอดแล้วก็มีผลงานที่ดีเสียด้วย จนสามารถสะสมสถิติลงเล่นในซีซั่น2018/19ได้ถึง30นัด,ทำทาง5แอตต์ซิสต์ และยิง6ประตู ซึ่งทำให้ปีกแดนนาฬิการู้สึกเหมือนโดนหักหลังเมื่อถูกดาวเตะรุ่นน้องข้ามหน้าข้ามตา ทั้งที่ตัวเองก็มีฝีเท้าที่ดีไม่แพ้กันแต่กลับต้องทนนั่งรอโอกาสที่ข้างสนามต่อไป

Read More

อินเตอร์ ติงพี่ตู้เย็นอ้วนเกินไม่พร้อมช่วยทีมประเดิมศึกกัลโช่

อินเตอร์

   แม้โรเมลู ลูกากูจะสะบัดก้นพ้นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดได้สมใจแล้วก็ตาม ทว่าหัวหอกร่างอวบยังคงต้องเผชิญความท้าทายอีกคำรบเมื่ออินเตอร์มิลานยังไม่คิดจะส่งลูกากูลงสนามในเกมแรกของฤดูกาล โดยให้เหตุผลว่านักเตะมีน้ำหนังตัวที่เกินกว่ามาตรฐาน และจะต้องทำการรีดน้ำหนักออกให้ต่ำกว่าเกมเสียก่อนจึงจะได้รับอนุญาตให้มีส่วนร่วมกับเกมการแข่งขันจริง สิ่งที่ตามมาคือดาวยิงทีมชาติเบลเยี่ยมจำต้องทำงานอย่างหนักในการเข้าคอสเพื่อเน้นลดสัดส่วนเพื่อให้ได้น้ำหนักตามเกณฑ์นั่นเอง

ลูกากูเบาลงหน่อยคำสั่งคอนเต้นายใหญ่ อินเตอร์ เร่งให้ลดน้ำหนักโดยด่วน

   พลพรรคเรดอาร์มี่นั้นล้วนขบขันในความตุ้ยนุ้ยของลูกากูมานานแล้ว ทั้งยังเชื่อมโยงว่าการปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนอ้วนบวมนี่เองที่ทำให้ศักยภาพในการเล่นของเค้าตกต่ำลงไป ถึงกระนั้นข้อด้อยนี่ก็ดูจะไม่ใช่ปัญหาสำหรับอันโตนิโอ คอนเต้บิ๊กบอสงูใหญ่ เนื่องจากอินเตอร์ยอมจ่ายเงินถึง65ล้านยูโรเพื่อรับลูกากูมาชุบเลี้ยงแทน แถมยังส่งลงสนามในเกมอุ่นเครื่องปรีซีซั่น(อินเตอร์พบวีร์ตุส แบร์กาโม่ทีมในระดับเซเรีย ดี)ไปแล้วอีกต่างหาก โดยลูกากูซัดไปถึง4ประตูจนพาทีมชนะได้ถึง8-0 จนทำให้แฟนบอลงูใหญ่จำนวนไม่น้อยที่รอคอยการจะได้เห็นลูกากูลงเล่นเป็นนัดแรกกับทีมอันเป็นที่รัก แต่ก็ต้องมาฝันสลาย

   อินเตอร์มิลานมีคิวจะประเดิมสนามในศึกกัลโช่ เซเรียเปิดบ้านรับการมาเยือนของเลชเช่ และดูเหมือนคอนเต้จะยังไม่ส่งลูกากูออกสตาร์ทอย่างแน่นอนหากเค้ายังมีน้ำหนักตัวที่104กก. โดยทีมสตาฟฟ์ของไอ้งูใหญ่เชื่อว่านักเตะตัวหลักของทีมไม่ควรมีน้ำหนักเกิน100กก. ซึ่งนั่นทำให้เวลานี้ลูกากูอยู่ระหว่างการฝึกซ้อมแบบคอร์สพิเศษเพื่อรีดไขมันส่วนเกิน “ มันเป็นการซ้อมที่จริงจังมาก ที่อังกฤษไม่มีอะไรแบบนี้ แต่ผมชอบการทำงานหนักอยู่แล้วฉะนั้นมันไม่ใช่ปัญหาสำหรับผม ” ดาวยิงได้บรรยายความรู้สึกหลังได้เข้าคอร์สกับทีม

   โดยลูกากูเจ้าของเสื้อหมายเลข9ในซีซั่นใหม่ของอินเตอร์ เป็นนักเตะที่อันโตนิโอ คอนเต้ต้องการร่วมงานด้วยมาโดยตลอด(สมัยคุมเชลซีก็มีข่าวว่าอยากได้แต่ไม่สำเร็จ)ถึงแม้ว่าผลงานช่วงรอยต่อที่เจ้าตัวย้ายไปเล่นให้แมนยูจะไม่โดดเด่นมากนัก เนื่องจากลูกากูรับใช้แมนยูไปทั้งสิ้น96นัดยิงได้42ประตู ทว่ากุนซือชาวอีตาเลี่ยนก็ยังเชื่อมั่นว่าเป้าหมายรายนี้ยังคงเป็นนักเตะชั้นยอด จนทำให้อินเตอร์ยอมทุ่มเงินคว้าเพื่อดึงตัวมาร่วมทีมจนได้

Read More